วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งเครฟิช





   แต่เดิมคนไทยที่คิดจะเลี้ยงกุ้งเครฟิสมาเลี้ยงในตู้ปลาเป็นกุ้งสวยงามจะต้องมีการสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงมาก อีกทั้งยังพบปัญหาในการรอดต่ำ คุณมาโนช ลักษณกิจ ชาวอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในผู้มีประสบการณ์ในการเพาะขยายพันธุ์ปลารันชู, กุ้งแคระและกุ้งเครฟิส ทำให้ราคาซื้อ-ขายกุ้งเครฟิสที่เพาะขยายพันธุ์ได้ในบ้านเรามีราคาถูกลงมาถึง 1-2 เท่าตัว คุณภาพของกุ้งไม่แพ้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ คุณมาโนช ได้ให้คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจที่คิดจะเลี้ยงกุ้งเครฟิสเป็นกุ้งสวยงามควรจะเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งสวยงามที่เลี้ยงง่ายก่อน เช่น กุ้งบลูล็อบเตอร์หรือกุ้งมังกรฟ้า ซึ่งเป็นกุ้งล็อบเตอร์น้ำจืด เลี้ยงกุ้งชนิดนี้ให้เกิดความชำนาญเสียก่อนและค่อยมาเลี้ยงกุ้งเครฟิสสายพันธุ์อื่นต่อไป

    สำหรับวิธีการเลี้ยงกุ้งเครฟิสในตู้  เลี้ยงปลา ควรจะใช้ตู้ที่มีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปและมีระบบกรองน้ำในตัว ในแต่ละตู้จะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้เพียง 1-2 ตัวเท่านั้น เนื่องจากนิสัยของกุ้งเครฟิสจะคล้ายกับปลาหมอสี ที่มักจะหวงถิ่นและชอบรังแกตัวที่อ่อนกว่า บางครั้งพบการกินกันก็มี ตู้ปลาควรรองพื้นตู้ด้วยก้อนกรวดหินสีต่าง ๆ สำหรับผู้เลี้ยงที่รักศิลปะอาจจะเลือกสีของกรวดให้ตัดกับตัวกุ้งเครฟิสก็ได้ พันธุ์ไม้น้ำไม่เหมาะที่จะนำมาใส่ไว้ในตู้เพราะกุ้งเครฟิสจะใช้ก้ามตัดและรื้อทำลายจนหมดควรหากระถางหรือแจกันดินเผาหรือท่อ PVC หรือขอนไม้เพื่อให้กุ้งได้เป็นที่หลบซ่อนตัว
    อาหารหลักที่ใช้เลี้ยงกุ้งเครฟิสจะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปประเภทอาหารจม และควรจะเสริมด้วยอาหารสด เช่น หนอนนก เพื่อเพิ่มโปรตีนช่วยให้กุ้งมีสีสด โตเร็วและก้ามโต แต่ข้อควรระวังในการใช้อาหารสดคือน้ำที่ใช้เลี้ยงอาจจะเสียได้ จะต้องหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยในการเปลี่ยนแต่ละครั้งควรเปลี่ยนน้ำเก่าออกประมาณ 20-30% ของตู้แล้วเติมน้ำสะอาดใหม่ลงไปทดแทนถ้าใช้น้ำคลอรีนควรพักน้ำในบ่อนานประมาณ 7-10 วัน

    คนที่เลี้ยงกุ้งเครฟิสจะหลงเสน่ห์ของกุ้ง  สวยงามชนิดนี้ ผู้เลี้ยงจะได้เห็นพัฒนาการของกุ้งในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่ลูกกุ้ง, หลังการลอกคราบทุกครั้ง  ขนาดของตัวกุ้งจะใหญ่ขึ้นและมีสีสันที่เปลี่ยนไป เสน่ห์อยู่ตรงที่ผู้เลี้ยงจะได้ลุ้นว่าตัวกุ้งจะขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไรและสีสวยสดมากขึ้นหรือไม่ ในการเลี้ยงกุ้งเครฟิสนั้นมักจะนิยมเลี้ยง 1 ตัวต่อ 1 ตู้ก่อนและหากุ้งตัวที่ 2 มาใส่ลงเลี้ยงทีหลังและใน 2 ตัวจะต้องเป็นตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัว ช่วงแรกหมั่นสังเกตว่ากุ้งทั้ง 2 ตัว เข้าคู่กันได้หรือไม่ ถ้าเข้ากันได้ในอนาคตจะมีโอกาสผสมพันธุ์กัน ในกรณีที่ผสมพันธุ์กันสำเร็จตัวเมียจะมีไข่ให้แยกเอาตัวผู้ออกมาจากตู้ เมื่อไข่ฟักออกเป็นลูกกุ้งให้แยกลูกกุ้งออกมา (พ่อ-แม่จะกินลูกกุ้ง) ให้เอาลูกกุ้งไปอนุบาลต่างหาก ปัจจุบันกุ้งเครฟิสจะแยกได้ 2 กลุ่มตามลักษณะของก้าม คือ กลุ่มก้ามหนามและ กลุ่มก้ามโตราคาซื้อ-ขายในปัจจุบันถูกลงมา เช่น บลูล็อบเตอร์เหลือตัวละ 40-60 บาทขนาดลำตัวครึ่งนิ้ว.

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปลาคาร์พดี มีฮวงจุ้ย




บทความของผมฉบับที่แล้วเขียนเรื่องเกี่ยวกับปลาทองที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย ฉบับนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับปลาสวยงามเช่นเคย มาดูเรื่องปลาคาร์ฟกันบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องมาตรฐานครับ  ฉบับนี้ขอเอาใจคนที่มีความเชื่อเรื่องดวง เรื่องฮวงจุ้ย โชคลาภต่างๆ ว่าเลี้ยงปลาคาร์พสีอะไร เลี้ยงจำนวนกี่ตัว เลี้ยงตรงไหน เลี้ยงอย่างไรถึงจะเข้าตำรา ส่วนตัวผู้เขียนเองที่บ้านเลี้ยงปลาคาร์พเหมือนกันครับ ในบ่อขนาดประมาณ 10 ตารางเมตร มีปลาคาร์พอยู่ 13 ตัว แต่เลข 13 ดูแล้วหวิวๆ ยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยซื้อเพิ่มมาอีก 4 ตัว ให้ลงท้ายด้วยเลข 7 ก็เพื่อให้เข้าตำราหน่อยแหละครับ จะว่าผมงมงายก็คงไม่ใช่นะครับ ปกติผมก็ชอบปลาชนิดนี้อยู่แล้วแค่ซื้อเพิ่มมาอีกหน่อยให้มันเข้ากับตำราอีกสักนิด เพื่อความสบายใจก็คงไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ
    ตามหลักฮวงจุ้ยหรือโหราศาสตร์ของจีนมักให้ความสำคัญกับธรรมชาติเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกล้วนเกี่ยวข้องกัน มีพลังธาตุหมุนเวียนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (ทำให้นึกถึงหนังจีนนะครับเวลาพระเอกจะฝึกวิทยายุทธ  ส่วนใหญ่จะนำพลังจากร่างกายไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ แล้วก่อให้เกิดกำลังภายในที่แกร่งกล้า  เอ๊ะ  ดูหนังจีนมากไปหรือเปล่า) ผมเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนบอกว่า ถ้าที่บ้านมีตุ่มหรือที่เก็บน้ำ ต้องอย่าให้น้ำแห้งเชียวนะ ต้องเติมให้เต็มแล้วเงินทองจะไหลมาเทมา ทำให้กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง เออ...ปกติที่บ้านผมมีอ่างน้ำ ผมเติมเต็มทุกวันเลยน่ะ แต่เอ๊ะ ทำไมเงินทองถึงไม่ยอมไหลมาเทมาสักที ไม่ใช่ครับไม่ใช่อย่างนั้น ความหมายของคนโบราณ การเติมน้ำให้เต็มนั้นเขาหมายถึงความขยันครับ เราต้องเป็นคนที่ขยันแล้วเงินทองจะไหลมาเทมา ไม่เชื่อลองทำดูสิครับ
ปลาย่อมคู่กับน้ำ เมื่อมีบ่อน้ำ แต่ไม่มีปลาแหวกว่ายมันก็ดูเหมือนขาดอะไรไป ไม่มีชีวิตชีวา ผมอยากแนะนำให้ผู้อ่านที่มีอ่างน้ำ หรือบ่ออยู่แล้ว หันมาเลี้ยงปลาคาร์พกัน หลายคนคงจะบอกว่าปลาคาร์พตัวหนึ่งราคาตั้งหลายพันไปจนถึงหลักล้าน ใครจะมีเงินขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นปลาชนิดใดก็มีการแบ่งเกรดด้วยกันทั้งนั้น เราก็เลือกอย่างที่ราคาถูกหน่อยสิครับ เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเพื่อนำไปประกวด ไม่ได้ชอบถึงขนาดเลี้ยงเป็นบ่อขนาดใหญ่อย่างตามฟาร์มเขา แค่เลี้ยงเป็นเคล็ด เพื่อความเพลิดเพลิน เสริมโชคลาภก็พอ
ในการเลี้ยงปลาคาร์พในบ่อ สิ่งที่เราต้องคำนึงเป็นอันดับแรกเลยคือ ความหนาแน่นของจำนวนปลา เพื่อที่ว่าเมื่อปลาคาร์พตัวใหญ่ขึ้น มันจะได้ไม่เบียดเสียดกันจนเกินไป การว่ายน้ำจะเป็นไปด้วยความพลิ้วไหว เหมือนดั่งกิจการที่ราบรื่น ดูเป็นธรรมชาติ เกิดความสมดุล มีการเคลื่อนไหวในน้ำตลอดเวลา ปลาคาร์พเป็นปลาที่ชาวจีน รู้จักกันมานานนับพันปีแล้ว สมัยก่อนมักจะถูกเลี้ยงไว้ตามสระน้ำในพระราชวัง ด้วยความที่มีหลายสี เช่น สีดำ สีส้ม สีขาว และสีส้มแดง ในตัวเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปลามงคล มีเพียงกษัตริย์เท่านั้นที่สามารถเลี้ยงได้ ต่อมามีคนแอบลักลอบนำออกจากวัง ไปเลี้ยงจนออกลูกออกหลาน แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้
     หลักฮวงจุ้ยของคนจีนส่วนใหญ่จะชอบเลข 3...5...6....7...9  ดังนั้นการเลือกจำนวนปลาคาร์พในการเลี้ยง ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับขนาดบ่อหรือภาชนะเลี้ยง อย่างเช่น บ่อที่มีความกว้าง 1 x 1 เมตร เราก็เลี้ยงเพียง 3 ตัว บ่อขนาด 1.5 x 3 เมตร เลี้ยงแค่ 9 ตัว  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องตามหลักทุกอย่าง เพราะหลักธรรมชาติไม่มีกฎเกณฑ์เป็นแค่ความเชื่อที่คนเขาทำแล้วดีและบอกต่อๆกันมา
สำหรับสีของปลาคาร์พ แน่นอนอยู่แล้วว่าคนจีนจะนิยมสีแดง เป็นสีแห่งโชคลาภ เราสังเกตได้ว่าเทศกาลตรุษจีน งานแต่งงาน หรืองานมงคล ของตกแต่งทุกอย่างล้วนมีสีแดงเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สีของปลาคาร์พคงไม่มีตัวไหนหรอกที่เป็นสีแดงเข้มทั้งตัว มีแค่ส้มแดงบ้าง สลับขาวบ้าง หรือไม่ก็เป็นสีเหลือแดง
     ฉะนั้น การเลือกปลาคาร์พเพื่อเสริมฮวงจุ้ย เราไม่จำเป็นต้องเลือกสีเดียว ขอแค่มีสีแดงบนลำตัวก็พอแล้ว พอได้ปลาครบตามจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดบ่อเลี้ยงแล้ว เราก็มาดูเรื่องระบบกรอง บ่อปลาคาร์พควรทำบ่อกรองน้ำด้วยเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์ที่ใช้กรองใช้พวกเปลือกหอย เศรษฐกิจ อวน และฟองน้ำ ใยแก้ว ส่วนที่เป็นบ่อกรองถ้าปล่อยไว้เฉยๆ เดี๋ยวจะดูไม่สวยเราก็ต้องตกแต่งด้วยต้นไม้หรือนำพวกเครื่องปั้นดินเผามาประดับเสริมเข้าไป เพื่อปกปิดจุดด้อยในบ่อปลาให้ดูสวยงามขึ้น แต่ถ้าอยากเลี้ยงแบบไม่ใช้ระบบกรองให้เหมือนตามธรรมชาติ เราก็ทำได้โดยการปลูกต้นไม้น้ำประเภทที่ใบเหนือน้ำหรือปริ่มน้ำเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจน เช่น พวกบัวหลวง อเมซอน บัวสีต่างๆ ปลูกใส่กระถางดินเผาแช่ไว้ในน้ำ จะทำให้บ่อดูเป็นธรรมชาติ มีทั้งธาตุน้ำ ธาตุไม้ ยังช่วยบังแสงแดดไม่ให้น้ำมีอุณหภูมิสูงเกินไปด้วย แต่ที่สำคัญถ้าไม่มีระบบกรองก็ต้องไม่ปล่อยปลาที่หนาแน่นนะครับ
     ส่วนการให้อาหารเม็ดควรให้ปลาสามารถกินหมดทันที ไม่ควรให้ทีละมากๆ วันละ 2-3 ครั้งก็พอ เพื่อไม่ให้น้ำเสียง่าย เพราะเมื่อปลากินอาหารเข้าไปมาก มันก็จะถ่ายของเสียมากตามไปด้วย
     นี่เป็นหลักฮวงจุ้ยกับปลาคาร์พเล็กๆน้อยๆ ครับที่ผมนำมาฝาก เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยเห็นภาพเด็กอุ้มปลา หรือภาพวาดปลาคาร์พที่ว่ายวนเป็นกลุ่ม ตามร้านขายรูปภาพ และมีภาษาจีนเขียนไว้ว่า เหนียน เหนียน โหย่ว ยวี๋หรือ เหลียน เหนียน โหย่ว ยวี๋ตามภาพ แปลว่า ปลาและคำที่แปล เหลือจึงใช้ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ เหลือกินเหลือใช้ เมื่อรวมความทั้งหมดจะหมายถึง ทั้งปีเหลือกิน  เหลือใช้ มีมุมฮวงจุ้ยดีๆแล้วก็ต้องขยันทำงานด้วยนะครับ  เป็นคนดีของสังคม ประพฤติปฏิบัติตนแต่สิ่งดีๆ ผมขอรับรองครับไม่ต้องไปหาหมอดู ไม่ต้องไปเสริมดวงอะไรทั้งนั้น  เมื่อท่านทำได้แล้วสิ่งที่ดีๆจะเข้ามาในชีวตของเราเอง สิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ ลองพิจารณาและนำไปปรับใช้ดู ถ้าทำแล้วสบายใจทำแล้วผู้อื่นไม่เดือดร้อนก็ไม่แปลกอะไรที่เราคิดจะทำจริงมั้ยครับ
ในฉบับนี้ผมก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนเอาไว้พบกันใหม่ในฉบับต่อไป...สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปลาทองที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย

           ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้วและได้ปลาทองลูกผสมที่น่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ปลาทองมีชีวิตอยู่ตามแหล่งธรรมชาติจนกระทั่งมีชาวจีนบางคนได้จับมาเลี้ยงตามบ่อเพราะดูหน้าตาสวยดี สีสันแปลกตา สร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จึงเลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ทำให้มีการแปรผันผันแปร และพัฒนาเรื่อยมา ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรไป เช่น แต่เดิมปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรง ไขมันส่วนเกินก็ไม่มี หุ่นก็เพรียวลม ครั้นย้ายมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อ แถมเสริฟเป็นเวลาซะด้วย ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นและหากลักษณะต่างๆดังกล่าวเกิดเป็นที่ประทับใจมนุษย์หรือคนดูคนชมว่าสวยแล้ว ก็จะถูกขุนขึ้นไปเรื่อยๆตามสูตร ปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต ประมาณ พ.ศ. 1161-1450หรือนับเป็นพันปีมาแล้ว ปลาทองในสภาพธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้นก็ได้พัฒนาตัวเอง ทำมาหากินตามธรรมชาติ สืบทอดสายพันธ์มาจนถึงปัจจุบัน ก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลย เพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาใน ปลาตะเพียนทั้งหลายต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE



ปลาทองหัวสิงห์จีน

ลักษณะเด่นของปลาพันธุ์นี้ คือ มีส่วนหัวที่ใหญ่กว่าลำตัวมาก ส่วนวุ้นที่หัวมีมากและหนาแน่นกว่าสิงห์สายพันธุ์อื่น ในประเทศญี่ปุ่นได้แยกลักษณะวุ้นบนส่วนหัวของปลาคือ วุ้นมีขนาดเท่ากันเกือบทั้งหมดบนหัวเรียกว่า ชิชิงาชิระ (Shishigashira) วุ้นมีมากเฉพาะกลางหัวเรียกว่า โทกิง (Tokin) วุ้นมีทั้งบนหัวและที่ฝาเหงือกทั้งสองข้างเรียกว่า โอคาเหมะ (Okame) แต่โดยทั่วไปนิยมเรียกปลาที่มีวุ้นบนหัวว่า รันชู (Ranchu) ส่วนหลังของปลาลาดโค้งเพียงเล็กน้อยและไม่มีครีบบนหลัง หางจะหนาและใหญ่กว่าสิงห์พันธุ์อื่นๆ ปลาส่วนมากมีสีแดง และโตตามขนาดบ่อที่เลี้ยงได้ประมาณ 20-25 ชม.




ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น
เป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสิงห์จีนโดยประเทศญี่ปุ่น หลังของปลาจะโค้งมากกว่าสิงห์จีน มีวุ้นอยู่บนส่วนหัว แก้ม เหนือริมฝีปาก และที่คาง หลังของปลาจะต้องโค้งจนคนในวงการปลาเปรียบเทียบไว้ว่า หลังโค้งไข่ผ่าซีก ครีบหางต่อกับลำตัวเป็นมุมแหลมเฉียงขึ้น45 องศา ครีบทวารมีทั้งเดี่ยวและคู่ มีสีแดงและขาวสลับแดง




ปลาทองหัวสิงห์ลูกผสม (Hybrid lionhead)
เป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์ให้สวยขึ้นโดยประเทศไทย ซึ่งนำเอาจุดเด่นของปลาสิงห์จีนและญี่ปุ่นมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เพราะปลาสิงห์ญี่ปุ่นเพาะพันธุ์ได้ค่อนข้างยาก และลูกปลาที่คัดแล้วมีความสวยงามเหมือนพ่อแม่ปลาจะมีน้อยมาก ทำให้ปลามีราคาสูง การนำปลาสิงห์จีนมาผสมข้ามพันธุ์กัน ทำให้ได้ลูกปลาที่ทรงสวยงามเพิ่มมากขึ้น สิงห์ลูกผสมจะมีวุ้นบนหัวน้อยกว่าสิงห์จีนเล็กน้อย แต่หลังจะโค้งมากกว่าจนเกือบใกล้เคียงสิงห์ญี่ปุ่น




  ปลาทองหัวสิงห์สยาม (Siamese lionhead)
เป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์ให้สวยขึ้นโดยประเทศไทย มีทรงและลักษณะเหมือนสิงห์ลูกผสม แต่มีสีทุกส่วนของลำตัวปลาเป็นสีดำทั้งหมด



ปลาทองสิงห์ตากลับ (Celestial goldfish)
 มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน เรียกว่า โซเตนกัน ญี่ปุ่นเรียกว่า เดเมรันชู ส่วนหัวของปลามีวุ้นเล็กน้อย ลำตัวและทรงคล้ายสิงห์จีน แต่มีลำตัวที่ยาวกว่าสิงห์จีนมาก มีสีแดง


 ปลาทองสิงห์ตาลูกโป่ง (Bubble eyes goldfish)
มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนญี่ปุ่นเรียกว่า ซุอีโฮกัน ลำตัวและทรงคล้ายสิงห์จีน แต่ที่เบ้าตามีถุงน้ำขนาดใหญ่ดูคล้ายลูกโป่งติดอยู่ที่บริเวณใต้ตา ถุงน้ำใต้ตาปรกติจะโปร่งแสงและมีขนาดใกล้เคียงกัน ไม่มีครีบบนหลังปลา มีสีแดงและขาวแซมแดง


 ปลาทองฮอลันดาหัววุ้น (Dutch lionhead)
ญี่ปุ่นเป็นผู้เพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ และเรียกว่า ออรันดาชิชิกาชิระ วุ้นบนส่วนหัวของปลาจะมีมาก และมองเห็นเป็นก้อนกลม มีครีบบนหลังปลา และครีบหางกางแผ่กว้างยาวกว่าปลาสิงห ์มีสีแดงและขาวสลับแดง


ปลาทองริวกิ้น (Ryukin)
เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นปลาที่มีรูปทรงและสีสันสวยงาม มีสีแดง ขาวสลับแดง และหลายสี ซึ่งนิยมเรียกว่าปลาริวกิ้น 5 สี เวลาว่ายน้ำท่าทางสง่างาม ลำตัวอ้วนสั้นเกือบเป็นทรงกลมหน้าแหลม โหนกหลังสูง ส่วนหัวไม่มีวุ้น เกล็ดหนา

ปลาทองตาโปน (Telescope eyes goldfish)
ญี่ปุ่นเรียกว่า เดเมคิน จีนนิยมเรียกว่า dragon eyes มีลักษณะเด่นคือมีลูกตายื่นออกไปด้านหน้าทั้งสองข้าง รูปทรงคล้ายปลาริวกิ้นมาก พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยคือ ปลาทองตาโปนญี่ปุ่น มีสีแดงตลอดทั้งตัว ญี่ปุ่นเรียกว่า อะคาเดเมะคิน (akademekin) ปลาทองตาโปนห้าสีมีสีแดง ดำ ขาว ส้ม และฟ้า ผสมกันในปลาตัวเดียว ญี่ปุ่นเรียกว่า ซันโดกุเดเมะคิน ปลาทองตาโปนพันธุ์เล่ห์ มีสีดำสนิททั้งตัว ญี่ปุ่นเรียกว่า คุโรเดเมะคิน และสามารถแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยได้อีกตามลักษณะทรงของลำตัวและหาง คือ ลักเล่ห์กระโปรง ลักเล่ห์ตุ๊กตา ลักเล่ห์ควาย และลักเล่ห์หลังอูฐ


 ปลาทองเกล็ดแก้ว (Pearl scale goldfish)
ประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาเกล็ดแก้วหน้าหนู ส่งไปขายทั่วโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นปลาทองที่มีลักษณะแตกต่างจากปลาพันธุ์อื่นๆ มีทรงอ้วนกลมกว่าพันธุ์ริวกิ้น เกล็ดตามลำตัวปลาเกือบทั้งหมดหนาและแข็งโปนออกมาจากลำตัว มี 3 สายพันธุ์ได้แก่ เกล็ดแก้วหน้าหนู เกล็ดแก้วหัววุ้น เกล็ดแก้วหัวมงกุฎ


ปลาทองโคเมทหรือปลาทองหางซิว (Comet)
เป็นปลาที่มีรูปทรงคล้ายปลาคร็าฟมากแต่มีหางที่ยาวกว่าปลาคร็าฟ ปลาพันธุ์นี้จะมีสีดังนี้คือ แดงทั้งตัว  แดงสลับขาว และห้าสีในปลาตัวเดียวคือแดง ดำ ขาว ส้ม ฟ้า
สำหรับฉบับนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้ก่อน  เอาไว้พบกันใหม่ในฉบับต่อๆไปครับ

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปลาก้างพระร่วง

เพื่อนๆทุกท่านครับ  ปลาสวยงามที่เลี้ยงในตู้กระจกนั้นมีมากมายหลายชนิด หลายประเภท แล้วแต่ความชอบของคนเลี้ยง ฉบับนี้ผม จะพาเพื่อนๆมารู้จักปลาสวยงามประเภทหนึ่ง เป็นปลาน้ำจืดได้แก่





 ชื่อไทย                  ปลาก้างพระร่วง
 ชื่ออังกฤษ            Glass Catfish
ชื่อวิทยาศาสตร์       Kryptopterus bicirrhis  
  ตระกูล                 ปลาเนื้ออ่อน ( Siluridae )
รูปร่างลักษณะ
- ลำตัวแบนข้าง ปลาก้างพระร่วงเป็นปลาที่มีลักษณะแปลก คือลำตัวโปร่งใสมองเห็นกระดูกภายใน
- มีหนวด 2 คู่ อยู่ที่ขากรรไกรบนและล่าง โดยหนวดคู่บนจะยาวกว่าหนวดคู่ล่างมาก
- ครีบหลังมีขนาดเล็กและสั้นมากแทบมองไม่เห็น
- ครีบทวารเป็นแนวยาวจรดโคนหาง หางมีลักษณะเว้าลึก
อุปนิสัย
- เป็นปลาที่รักสงบอยู่ร่วมกันเป็นฝูง เป็นปลาทีตกใจง่าย และชอบลอยตัวนิ่งๆเป็นปลาที่ชอบอยู่บริเวณน้ำไหล
การเลี้ยงดู
- ควรเลี้ยงดูเป็นฝูงใหญ่ ไม่ควรเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น ที่มีความก้าวร้าวเพราะอาจถูกทำลายได้ และควรสร้างธรรมชาติใต้น้ำด้วยพรรณไม้น้ำจะทำให้ปลาสดชื่น แข็งแรง และมีชีวิตยืนยาว


อาหาร
- ปลาก้างพระร่วงกินหนอนแดง ไส้เดือน และตัวอ่อนแมลงน้ำขนาดเล็ก
เพื่อนๆครับ ผมคิดว่าเพื่อนๆคงจะเคยเห็นหรือรู้จักปลาก้างพระร่วง เพราะอาจจะกล่าวว่า ปลาก้างพระร่วง เป็นปลาที่ตัวใสที่สุดในโลก ก็ว่าได้ เพื่อนๆลองเลี้ยงดูสิครับ เลี้ยงง่าย เลี้ยงเป็นจำนวนเยอะๆ จะดูสวยงามมากครับ...


วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โรคที่พบบ่อยในปลาปอมปาดัวร์(รวมถึงปลาสวยงามทั่วไป)



โรคจุดขาว
เกิดขึ้นจาก การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากสัตว์เซลล์เดียวที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า อิ๊ค ซึ่งตัวอ่อนจะฝังตัวอยู่บริเวณลำตัวรวมทั้งครีบต่างๆ ทำให้สังเกตุเห็นได้เป็นจุดขาวขนาดเล็กซึ่งจะลุกลามอย่างรวดเร็วจนทั่วตัวปลา เมื่อ อิ๊ค เติบโตเต็มที่จะหลุดออกจากตัวปลาซึ่งจะกระจายตัวอยู่ในน้ำและขยายพันธ์อย่างรวดเร็ว
อาการ ปลาที่ป่วยจะมีจุดสีขาวตามตัวและมีพฤติกรรมการว่ายน้ำผิดปกติ ใช้ตัวถูกับ หิน กระจกตู้ หรือวัสดุต่างๆภายในตู้ปลา ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลทำให้ปลาขาดความสวยงามและเกิดโรคอื่นๆแทรกซ้อนได้
การรักษา นิยมใช้เกลือแกงซึ่งหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ประมาณ 1 ช้อนโตะต่อน้ำ 30 ลิตร (หรือมาลาไคร์กรีนหรือซุปเปอร์อิ๊ค ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์และอาหารปลาทั่วไป) และ ใส่ฮีทเตอร์โดยให้อุณหภูมิอยู่ที่ 27-30 องศาเซียลเซียส เปลี่ยนน้ำทุกๆ 3วัน 30%ของตู้ปลา โดยค่อยๆเปิดเติมเพื่อให้ปลาปรับสภาพน้ำใหม่ ควรลดอาหารเพื่อไม่ให้ตู้สกปรกด้วย ประมาณ 2อาทิตย์ก็จะเป็นปกติ
โรคสนิม
เกิดขึ้นจาก สัตว์เซลล์เดียวที่มีรูปร่างกลมรี ซึ่งจะเกาะอยู่ตามผิวหนัง ครีบ ลำตัวปลา
อาการ จะมีละอองสีเหลืองคล้ายกำมะหยี่เกาะอยู่ทั่วตัว
การรักษา ใช้เกลือแกงเข้มข้น หรือ ยาเหลืองญี่ปุ่น หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันก็ได้
โรคเชื้อรา
เกิดขึ้นจาก การที่ปลามีสภาพอ่อนแอ หรือ ได้รับบาดเจ็บ
อาการ บริเวณผิวหนังจะเป็นปุยสีขาวคล้ายสำลี
การรักษา ใช้มาลาไคร์กรีน หรือ เกลือแกงประมาณ 1ช้อนโตะต่อน้ำ 30 ลิตร และควรเปลี่ยนน้ำทุกๆอาทิตย์
โรคครีบเปื่อย หางเปื่อย
โรคครีบเปื่อยหางเปื่อย ถือเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุเหมือนซึ่งมีสาเหตุเหมือนโรคเชื้อราทั่วไป
อาการ บริเวณครีบต่างๆ จะมีลักษณะขาดเปื่อย หากปล่อยไว้อาจจะลุกลามไปถึงโคนหางได้ ซึ่งจะทำให้การรักษาจะยากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น
การรักษา เหมือนการรักษาโรคเชื้อราทั่วไป
โรคเชื้อแบคทีเรีย
เกิดจาก การติดเชื้อโรคจากการกินอาหาร หรือ ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร
อาการ จะมีอาการท้องบวม หรือ ขี้ขาว
การรักษา ใช้ยาปฎิชีวนะ ออกซิเทตราไวคลิน หรือ ใช้เกลือแกง ก็ได้ เพื่อทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าว ควรจะให้อาหารเม็ด และควรดูแลเรื่องความสะอาดของอาหารสด(โดยเฉพาะหน้าฝน)อาจนำมาแช่ด่างทับทิมอ่อนๆทุกครั้งประมาณ 5 นาที ก่อนให้เป็นอาหารของปลาสุดเลิฟของเพื่อนๆ
โรคปรสิต (หนอนสมอและพยาธิ)
เกิตขึ้นจาก เชื้อปรสิตพยาธิและหนอนสมอ ซึ่งอาจจะติดมาจากปลาตัวอื่นๆที่พึ่งลงใหม่
อาการ ส่วนใหญ่จพบบริเวณเหงือกปลา ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายเส้นด้ายเกาะอยู่ ซึ่งจะทำให้ปลาแกรนและตายในท้ายที่สุด
การรักษา แนะนำให้ใช้ยาปฎิชีวนะที่หาซื้อได้ตามร้านขายอาหารปลาทั่วไป เนื่องจากจะเป็นการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีอื่น(การใช้ด่างทับทิมหรือฟอมาลีน)
บาดแผลที่เกิดจากการกัดกัน

การรักษา แนะนำให้ใช้ยาเหลืองญี่ปุ่นนะครับ เพราะจากประสบการณ์ จะทำให้หายเร็วและลดโอกาสการเป็นแผลเป็นในบริเวณส่วนสำคัญในตัวปลาอีกด้วย และควรรักษาสภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปลาสะงัว

เพื่อนๆครับคนชอบปลามีปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาไทยทีมีรูปร่างแปลกค่อนข้างหายากและน่าสนใจ มาแนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก ได้แก่ ปลาสะงัว







ชื่อไทย                ปลาสะงัว  ปลาด่านแดง  ปลานางแดง
ชื่อสามัญ             Black Ghost Catfish
ชื่อวิทยาศาสตร์     Hemisilurus mekongensis
ถิ่นอาศัย              ในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาใหญ่ ตั้งแต่จีนตอนใต้ ลาว พม่า ไทย กัมพูชา และอาจจะถึงเวียดนามใต้


ขนาด                โตเต็มที่ยาวประมาณ 40-50 เซนติเมตร
ปลาสะงัว เป็นปลาหนัง (Catfish ) ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน ( Family Siluridae ) มีรูปร่าง แบนข้าง เหมือนปลาเนื้ออ่อนทั่วไป ส่วนหัวมุมปากอยู่ด้านล่างค่อนข้างเล็ก มีหนวดหนึ่งคู่ เห็นได้ชัดเจน
ซึ่งหนวดมีความแตกต่างในปลาทั้ง 2เพศ
- ปลาตัวเมีย ที่ตัวเต็มวัยขนาดความยาวกว่า 30 ซม.ส่วนปลายของหนวดจะแบนข้างและแตกเป็นฝอย
- ปลาตัวผู้ และปลาตัวเมียขนาดไม่เต็มวัย หนวดจะเป็นเส้นเดี่ยวปกติ มีครีบเพียง 6 ครีบ ไม่มีครีบหลัง สีของลำตัวเมื่อจับได้ใหม่จะเป็นสีม่วงอมชมพู แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในน้ำใส ปลาจะเปลี่ยนสีจนเป็นสีดำคล้ำ ตามีขนาดค่อนข้างเล็ก และมีรูจมูกอยู่ 2 คู่
ปลาสะงัว จัดเป็นปลาที่พบได้ค่อนข้างน้อย มีรูปร่างแปลกตา มีนิสัยปราดเปรียว และว่องไว โดยเฉพาะเวลาตกใจ กินอาหารจากหน้าดิน หรือกลางน้ำ แต่จะไม่ขึ้นมากินบนผิวน้ำ เป็นปลาที่มีนิสัยไม่ดุร้าย
การเลี้ยงปลาสะงัว
สภาพน้ำ   น้ำสะอาดที่มีระบบกรองที่ดีไม่มีกรด หรือด่างมากเกินไป อุณหภูมิ 22 - 28 องสาเวสเซียส
ขนาดตู้     ควรใช้ตู้ค่อนข้างใหญ่ ขนาดไม่ควรต่ำกว่า 30 นิ้วขึ้นไป ควรมีฝาปิดมิดชิด ไม่ควรมีแสงสว่างมากเกินไป
สภาพแวดล้อม   ควรจัดค่อนข้างโล่ง ไม่ควรใช้หินหรือตอไม้ที่แหลมคม เพราะปลาจะชนเกิดบาดแผลได้ง่าย
อุปนิสัย   ในที่เลี้ยง เป็นปลาไม่ดุร้าย ในทางตรงกันข้ามมักจะถูกปลาอื่นกัด ทำร้าย ควรเลี้ยงปนกันหลายตัว หรือปนกับปลาในสกุลเนื้ออ่อนชนิดอื่นที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน
อาหาร  อาหารเป็นชนิดต่างๆดดยเแพาะที่อยู่ตามพื้นด้านล่าง เช่น กุ้งฝอย หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ ไรทะเล ไม่ชอบกินอาหารบนผิวน้ำ
ข้อระวัง  ปลาสะงัว เป็นปลาที่อ่อนแอโดยเฉพาะช่วงแรกที่ถูกจับได้ใหม่ๆ ต้องการลำเลียงอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังติดเชื้อและเป็นโรคจุดขาวได้ง่ายมาก ระวังและป้องกันตั้งแต่แรกจะทำให้ปลารอดได้
เพื่อนๆคiy[ปลาสะงัวนี้เป็นทั้งปลาสวยงามทั้งเลี้ยงดู และรับประทานได้ด้วย เป็นปลาประเภทเดียวกับกับปลาเนื้ออ่อน เป็นปลาสายพันธุ์ไทยแท้ ...เพื่อนๆสนใจเลี้ยงเหมือน คนชอบปลา มั้ยครับ.....


วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปลาแมวกระโดงสูง




  ปลาแมวกระโดงสูง เป็นปลา Catfish ที่ มีแหล่งอาศัยอยู่ตามโขดหินในธรรมชาติ ที่เป็นแม่น้ำ โดยหากินตัวอ่อนแมลงต่างๆในน้ำเป็นอาหารหรือบางครั้ง ก็หากินตะไคร่น้ำด้วย โดยปลาชนิดนี้ จะชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำใหลมาก และในธรรมชาติ จะอาศัยรวมกันอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆตามพื้นท้องน้ำ

  ปลาชนิดนี้สามารถเติบโตได้ถึง 30 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 11 นิ้วในธรรมชาติ แต่ในตู้เลี้ยง ค่าเฉลี่ย ก็จะอยู่ที่ประมาณ 15 - 20 เซนติเมตรหรือ 6- 8 นิ้วนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วปลาชนิดนี้ จะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณที่ 8 ถึง 10 ปี แต่ก็มีรายงานว่า พวกมันสามารถมีอายุได้ถึง 25 ปีเลย
ทีเดียว ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งในการดูแลรักษาปลาชนิดนี้นั้น คุณภาพน้ำ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับการที่จะทำให้มันมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างที่เราต้องการ ในที่เลี้ยงสามารถปูพื้นทรายบางๆ ให้พวกเขาได้ พร้อมกับแหล่งหลบซ่อนตัวเช่น ก้อนหิน หรือ ขอนไม้ ประดับตบแต่งในตู้รวมทั้งต้นไม้น้ำชนิดใบแข็ง ส่วนการดูแลเปลี่ยนน้ำนั้น ก็อาจจะทำซักสัปดาห์ละครั้งก็ได้ ครั้งละไม่มาก อันนี้ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาเอาตามแต่การเลี้ยงของตัวเองครับ ตู้เลี้ยงก็ขนาดซัก 50 แกลลอนขึ้นไป ก็จะเป็นการดีครับ ส่วนค่า ph ในตู้ก็ประมาณ 5.6 - 7.5 จะเหมาะสมกับเขาที่สุดครับส่วนค่าความกระด้างของน้ำ ก็ประมาณ  8 - 20 dGH

 อาหารการกิน สำหรับปลาชนิดนี้นั้น นับว่าเป็นปลาที่สามารถให้อาหารได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ด หรือ อาหารสด แต่จะชอบอาหารสดที่เป็นตัวอ่อนแมลงเป็นอย่างมาก เช่น หนอนแดง หรือ พวกกุ้งฝอย ก็สามารถให้เขาทานได้ครับ


 และสำหรับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น เอ๊ย เพื่อนร่วมตู้ของเขานั้น ก็อาจจะเป็นพวกปลาที่หากินหน้าดินเหมือนกัน ที่ไม่ดุร้าย เช่น ปลาในตระกูลปลาแพะ หรือปลาดุกที่ไม่ดุ หรือมีขนาดใกล้เคียงกัน ก็สามารถนำมาเลี้ยงรวมกับเขาได้ครับ